[OS] Side by Side – #Soonhoon [Genderbend]

[OS] Side by Side

Soonyoung x Jihoon [Genderbend]

 

ถ้าจะถามว่าความสัมพันธ์ในจุดที่เกินคำว่ารูมเมทของซุนยองและจีฮุนมันเริ่มจากตรงไหน คงตอบได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะทุกๆอย่างที่เป็นอย่างทุกวันนี้มันค่อยๆก่อตัวช้าๆจากความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมห้องธรรมดามากกว่า…

ตอนจีฮุนยังเป็นเฟรชชี่นั้น เธอต้องหาหอพักเพราะมหาวิทยาลัยอยู่ไกลจากบ้านมาก จนมาเจอประกาศในอินเทอร์เน็ตของซุนยอง

หลังจากคุยกันได้ระยะหนึ่ง จีฮุนก็ต้องประหลาดใจ การหารูมเมทของซุนยองนั้นคือการหาใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนเท่านั้น เพราะห้องพักที่เป็นสมบัติส่วนตัวของครอบครัวควอนนั้นไม่จำเป็นต้องมีคนแชร์ค่าเช่า คนตัวเล็กจึงไม่สบายใจนักหากจะต้องมากินอยู่โดยไม่ได้ช่วยอะไร ตกลงกันอยู่นานจึงได้ข้อสรุปว่า นอกจากค่าเช่าที่ไม่ต้องจ่าย ค่าใช้จ่ายอื่นๆจีฮุนจะช่วยออกหารทุกอย่าง รวมถึงจะช่วยทำกับข้าวไว้ให้หากมีเวลาด้วย

ช่วงแรกๆนั้น จีฮุนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเพราะไม่ชินกับการต้องอยู่ร่วมห้องกับใคร แต่เพราะความอัธยาศัยดีของซุนยองที่พยายามเข้าหาเธออยู่เสมอ เกราะบางๆที่เธอมีก็หมดลงไป

แต่เธอไม่คิดเลยว่าการลดเกราะครั้งนี้จะเป็นการเปิดเส้นทางบางอย่างด้วย

จีฮุนรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นแม้ไม่สวยบาดตาบาดใจ แต่ดวงตาเรียวชี้คู่นั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนไม่ว่าจะหญิงหรือชาย และนั่นก็ทำให้ซุนยองคบหากับคนเหล่านั้น…ถ้าให้จีฮุนนับตลอดสองปีที่อยู่ด้วยกันก็เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละคนเลยทีเดียว

แต่เพราะคบกันไว ความสัมพันธ์ก็จบไวเช่นกัน หลายครั้งทีเดียวที่จีฮุนต้องฟังรูมเมทร้องไห้ฟูมฟายก่นด่าคนรักเก่า(พร้อมกับดื่มเบียร์ไปด้วย) แต่บางครั้งอีกฝ่ายก็จบความสัมพันธ์ได้แบบไม่มีความรู้สึกอะไรนอกจากเสียดายเวลา

มันคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ซุนยองจะคบหรือจะเลิกกับใคร แต่มันก็เกี่ยวกับจีฮุนได้อย่างไม่น่าเชื่อตรงที่ว่า…ในทุกคืนหลังจากเลิกคบกับใครสักคน เตียงนอนกว้างของจีฮุนจะมีรูมเมทขึ้นมานอนด้วย

ถ้านอนด้วยกันเฉยๆจีฮุนอาจไม่รู้สึกอะไร แต่อีกคนนั้นกลับชอบมาเบียดมาซุก จับโน่นจับนี่ในตำแหน่งที่ถ้าเป็นเพื่อนนอนด้วยกันแล้วก็คงไม่ทำกัน และสัมผัสเหล่านั้น…ทิ้งความรู้สึกแสนประหลาดเอาไว้ในใจเธอทีละเล็กละน้อย

จนมาถึงวันหนึ่ง วันที่ทุกอย่างระหว่างพวกเธอทั้งสองคนนั้นเปลี่ยนมาอยู่อีกจุดหนึ่ง

 
“แล้วเธอก็ต่อยหน้าหมอนั่น”
“อือ”เสียงยานคางเอ่ยขึ้นเบาๆ มือนุ่มของซุนยองจับผ้าชุบน้ำเย็นที่แปะไว้บนหน้าผากของตัวเอง…เป็นอีกครั้งที่จีฮุนต้องแบกซุนยองออกมาจากผับใกล้ๆ ห้องชุด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังพูดจาตอบโต้ได้อยู่ จีฮุนจึงตัดสินใจทำให้สร่างเมาเล็กน้อยเพื่อยังให้ประคองสติพูดคุยได้อยู่

“น่าโมโหเป็นบ้า บอกว่าเป็นคนคุยกันเฉยๆ ทั้งๆที่เคยล้วงมือเข้าชั้นในฉันแล้วเนี่ยนะ ถ้าแค่จะเอากันก็พูดกันตรงๆดีกว่าว่าแค่มีอะไรกัน ไม่เห็นต้องอ้อมเสาโลกเลย  รำคาญ”

จีฮุนถอนหายใจก่อนจะดึงผ้าที่แปะหน้าผากเกลี้ยงเกลานั้นออกมาบิดเปลี่ยนน้ำแล้วยื่นให้อีกฝ่ายเช็ดตัวอีกรอบ

“ซุนยองนา ฉันว่าเธอเพลาๆเรื่องไปเดทนี่หน่อยได้ไหม ฉันรู้ว่าเธอเซฟ เอาตัวรอดได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งนะที่เธอจะรับมือกับพวกผู้ชายได้อะ ก็รู้อยู่ว่ามันจะลงเอยแบบนี้ สู้รอเจอคนที่ใช่แล้วค่อยทำไม่ดีกว่า…”

“จีฮุนเคยออกเดทกับใครมั่งรึยัง”

ร่างเล็กที่จะยกกาละมังไปเปลี่ยนน้ำชะงัก ก่อนจะหันมามองรูมเมทของเธอที่นอนเหยียดยาวอยู่ข้างๆตัวแล้วเอ่ย “อะไรของเธอเนี่ย เมาแล้วเพี้ยนเหรอ”

“เอ..เหมือนฉันจะถามผิดไปนะ”

และกว่าที่จีฮุนจะรู้ตัว ร่างของคนเมาก็ลุกขึ้นมาประชิดตัวจนใบหน้าเรียวเข้ามาใกล้เพียงปลายจมูกสัมผัสกัน ก่อนที่เสียงแผ่วเบาของคนเมาจะเอ่ยออกมา…

“…เคยจูบกับใครบ้างรึยัง ยัยตัวเล็ก”

…ทั้งๆที่ถูกอีกฝ่ายเรียกขานด้วยสรรพนามที่ไม่ชอบ แต่เสียงหวานนุ่มของอีกฝ่ายหัวใจของ ‘ยัยตัวเล็ก’ กลับรู้สึกหวามไหวอย่างประหลาด กลิ่นแอลกอฮอล์ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมเจือจางที่จีฮุนจำได้ขึ้นใจว่าเป็นน้ำหอมโปรดของอีกฝ่ายหนึ่งลอยอวลจนทำให้ลอยเคลิ้ม…

…แต่ก็ยังมีสติพอที่จะสวน “ฉันจะเคยจูบกับใครรึเปล่าก็ไม่เกี่ยวกับเธอเลยยัยตัวแสบ”

แต่แทนที่อีกฝ่ายจะถอย กลับหัวเราะแผ่วเบาแล้วแตะปลายนิ้วไล่เรื่อยจากข้างแก้มนุ่มของรูมเมท ก่อนจะเกลี่ยแผ่วๆ ตรงกลีบปากบาง

“งั้นเหรอ ถ้าจูบกันตรงนี้ก็ไม่มีปัญหาสินะ”

เสียงหวานเอ่ยสั่นพลิ้ว และกว่าจีฮุนจะรู้สึกตัว เรียวปากนุ่มของเธอก็ถูกประกบแน่นด้วยกลีบปากเคลือบลิปสติกสีนู้ดเสียแล้ว

ดวงตาเรียวเล็กของผู้ถูกจู่โจมเบิกตากว้าง และยิ่งกว้างขึ้นอีกเมื่อสัมผัสถึงปลายลิ้นของอีกฝ่ายเข้ามารุกล้ำภายใน…รสชาติที่ติดปลายลิ้นเธอนั้นหวานละมุน แต่ยิ่งนานก็ยิ่งเผ็ดร้อนมากขึ้น

เหมือนตัวตนของควอนซุนยองที่เธอเห็นและรู้จักมาตลอด

สัมผัสแปลกใหม่ทำให้จีฮุนไม่รู้สึกถึงแขนเรียวของเพื่อนสาวที่สอดรอบเอวบางของเธอไว้ ไม่รู้สึกถึงแผ่นหลังของตัวเองที่แนบไปกับฟูกนุ่ม และไม่สัมผัสถึงประกายในแววตาบางอย่างจากรูมเมทที่มองมาที่เธอ…

จนเมื่อกลีบปากสีสวยผละออกไป จีฮุนถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ทั้งร่างของตัวเองถูกกักไว้ทั้งตัวจากสาวหน้าออกหมวยคนนั้นก่อนทีปลายนิ้วเคลือบสีทั้งห้านิ้วของซุนยองจะเคลื่อนมาวางทาบตรงทรวงอกนุ่ม

“รู้สึกดีบ้างรึเปล่าหือจีฮุนนา”

ดวงตาเรียวเล็กกระพริบปริบๆ…เพราะสมองยังหมุนคว้างด้วยรสจูบเลยทำให้ตอบอีกฝ่ายไม่ถูก แต่ส่วนลึกในหัวใจเธอ…มันเรียกร้องอะไรที่มากกว่านี้

และดูเหมือนซุนยองจะล่วงรู้ไปถึงก้นบึ้งในใจของคนตัวเล็ก จึงเอ่ยถามแผ่วเบา

“…ถ้าฉันจะทำให้รู้สึกดียิ่งกว่านี้ล่ะ”
“…”
“แล้วเธอจะเข้าใจ…ว่าทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้”

จีฮุนสบเนตรเรียวคมของอีกฝ่ายอย่างสับสน ซึ่งก็ทำให้ซุนยองยิ้มออกมา แล้วประกบริมฝีปากลงไปอีกครั้ง...และอีกครั้ง…

ตลอดทั้งคืนนั้น จีฮุนถูกทำให้ปั่นป่วน หวาบหวาม และระเบิดตัวตนออกมาไม่รู้กี่ครั้งเพียงจากรูมเมทของเธอที่คอยมอบสัมผัสร้อนรุ่มแบบไม่ยอมให้ห่างตัวสักวินาที…สัมผัสที่เชี่ยวชาญทำให้คนตัวเล็กเข้าใจว่าทำไมซุนยองถึงได้มีแต่ใครต่อใครที่อยากได้ตัวอีกฝ่ายมากถึงขนาดนี้

จนในที่สุดเมื่อจีฮุนได้สติอีกครั้งในยามเช้าของวันต่อมาโดยมีร่างนุ่มเปลือยเปล่าของเพื่อนสาวที่ก่ายกอดอยู่ข้างกาย…เธอก็ต้องยอมรับว่าทุกอย่างระหว่างเธอกับซุนยองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

แม้ว่าตั้งแต่วันนั้น…ถึงวันนี้ เธอยังไม่รู้ว่าสถานะเธอในความคิดของอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่

หลังจากคืนนั้น เธอถูกสั่นคลอนจากท่าทีของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน แม้ว่าซุนยองจะทำตัวเป็นปกติกับเธอในบางเรื่อง แต่บางเรื่องที่เพิ่มเข้ามาก็ทำให้เธอหวั่นไหวไม่น้อย แม้ว่าเธอจะพยายามทำตัวให้เหมือนเดิมเช่นกันก็ตาม

โดยเฉพาะเรื่องนี้…ซุนยองยังคงออกเดทกับใครต่อใครเหมือนเดิม เลิกกันง่ายๆเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคืออีกฝ่ายพยายามตะล่อมให้เธอตกอยู่ใต้อำนาจบนเตียงอยู่เสมอ และที่น่ากลัวคือ อีกฝ่ายทำสำเร็จทุกครั้งที่พยายาม

แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีความชัดเจนอะไรหลุดออกมาจากอีกฝ่ายอยู่ดี
 
ในขณะที่จีฮุนสับสนวุ่นวายใจ อีกฝ่ายหนึ่งกลับทำตัวสงบนิ่งได้ดังปกติ ด้วยเธอมีจุดหมายในใจสำหรับอีกคนแล้ว

เพราะซุนยองถูกเลี้ยงโดยพ่อแม่ที่ไม่เคยวางกรอบอะไรไว้ให้ เพียงแค่ชี้ทางที่ควรจะเป็น เธอจึงมีสิทธิได้ลองทำทุกอย่างอย่างที่หัวใจและร่างกายต้องการ

เธอรู้ว่าการปล่อยให้ตัวเองมีความสัมพันธ์กับใครง่ายๆไม่ว่าหญิงหรือชายนั้นทำให้เธอดูง่ายในสายตาใครต่อใคร แต่สำหรับซุนยองแล้ว เซ็กซ์ก็เหมือนอาหารที่เธอต้องเสาะหาเอาอย่างที่ถูกใจที่สุด ถ้ามันไม่ตรงใจไม่ถูกปาก จะบอกเลิกราแล้วหาจานใหม่กินก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสักนิด

แต่ความเชื่อนั้นก็ถูกสั่นคลอนเมื่อเธอได้รูมเมทร่างเล็กบางคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต

ตอนแรกที่เห็นจีฮุน…ซุนยองคิดหนักมากจริงๆว่าจะทำความรู้จักกับอีกฝ่ายได้ เพราะอีกฝ่ายช่างเรียบจนดูกลืนหายไปกับทุกคนได้ง่ายๆ และดูเย็นชาพอสมควร คงไม่ใช่คนที่จะไปทักทายได้อย่างร่าเริงแน่ๆ

แต่เมื่อได้ลองคุยเรื่อยๆ สาวน้อยคนนี้กลับไม่เชืดชาอย่างที่คิดสักนิด ท่าทีนิ่งจนเกือบเป็นเย็นชานั้นคือหน้ากากซ่อนความเขินอายยามอยู่ในที่ที่ตัวเองไม่คุ้นชิน หากพยายามตีสนิทและสร้างความไว้ใจให้…ไม่นานจริงๆ อีกฝ่ายก็จะแกะหน้ากากออก เผยให้เห็นตัวตนที่น่ารักน่าแกล้งไม่น้อย…และบางทีก็ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ

…ซุนยองคงสามารถปฏิบัติตัวกับจีฮุนได้เหมือนเพื่อนทั่วไป ถ้าไม่มีเหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้น

 

วันนั้นเป็นวันที่ซุนยองเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ และไม่มีนัดกับใครที่ไหน เลยตัดสินใจว่าจะกลับมานอนที่ห้องของเธอก่อนจะตัดสินใจอีกทีว่าจะออกไปไหนตอนกลางคืน

ร่างประเปรียวในชุดเดรสสีแดงก่ำกดรหัสผ่านของห้องอย่างคล่องแคล่วก่อนจะไขประตูเข้าไป ด้วยราคาของห้องที่ไม่ใช่น้อยทำให้การเปิดประตูแผ่วเบาราวกับการย่องของแมว…และทำให้อีกคนที่เข้ามาอยู่ร่วมกันกับเธอนั้นไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเธอกำลังเข้ามาที่ห้องแล้ว

และเธอกำลังจะหย่อนตัวลงบนโซฟานุ่มในห้อง สายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นประตูห้องบานหนึ่งตรงข้ามกับห้องนั่งเล่นกำลังแง้มออกเพียงเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้เห็นร่างเล็กบางของใครคนหนึ่งที่ตอนนี้มีเพียงร่างสวมชุดชั้นในยืนอยู่

…ซุนยองไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองกำลังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…

ปกติที่เห็นกันมา จีฮุนนั้นแต่งกายค่อนข้างรัดกุมจนไปถึงขั้นมิดชิด ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่อยู่ที่บ้านหรือว่าออกไปข้างนอก แต่ก็ยังพอเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มแต่งตัวแบบผ่อนคลายมากขึ้นตั้งแต่เธอทำแบบนั้นเช่นกัน…แต่ไม่เคยเลยที่จะมีโอกาสเห็นอีกฝ่ายในชุดส่วนตัวที่เธอไม่เคยเห็นแบบนี้

เรียวขาสมส่วนก้าวไปใกล้ๆเตียง หยิบกางเกงยีนส์ขาสั้นบนเตียงมาสวม ก่อนจะหยิบเสื้อครอปแขนสั้นมาใส่ตาม…จังหวะที่เรือนร่างขาวนวลดุจหิมะเคลื่อนไหวเหล่านั้นทำให้เธอเผลอหยุดหายใจไม่รู้กี่รอบ

…และจังหวะที่เสื้อตัวเล็กนั้นแนบไปกับเรือนร่างสมส่วนเต็มตึง ซุนยองก็หันไปมองที่อื่นราวกับว่าวินาทีที่แล้วไม่ได้จับจ้องการกระทำของอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว

…แต่ในใจเธอรู้ดีว่าเธอไม่อาจคิดให้อีกฝ่ายเป็น ‘เพื่อน ’ได้เหมือนเดิมแล้ว…

หญิงสาวตัวโตกว่าค่อนข้างมั่นใจว่าจีฮุนไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงข้อนี้ เพราะเธอยังคงปฏิบัติตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง…มีเพียงตัวเธอเองนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายอย่างช้าๆ…

…และจากท่าที่ของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปทีละนิด ซุนยองก็ยิ่งมั่นใจในหัวใจของตัวเองเข้าไปอีก…

 

 

…เรื่องคืนที่เปลี่ยนสถานะระหว่างเธอกับจีฮุนไปอีกขั้น  เธอไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดไปได้ไกล  ซุนยองแค่อยากจะแกล้งให้สาวไร้เดียงสาของให้เธอเตลิดเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยสักนิด…ว่าเป็นตัวเธอเองที่จะเสียศูนย์ไปเพียงเพราะสายตาเหลือบไปมองกลีบปากเต็มตึงของ ‘เพื่อน’ เท่านั้น

และไม่ต้องพูดเลยสักนิด…ว่าตอนที่เธอทำให้อีกฝ่ายซวนซบในอ้อมแขนได้นั้น เป็นหนึ่งเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของควอนซุนยองแล้ว…

 

แต่ที่เธอยังปล่อยให้อะไรมันยังดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะบอกสถานะของจีฮุนออกมา นั่นคือความตั้งใจของซุนยองเอง

 

…เธออยากขอเวลาอีกสักนิด ให้แม่สาวน้อยตัวเล็กของเธอนั้นยังคงตายใจว่าตัวเองยังมีอิสระพอ

และเมื่อวันใดก็ตามที่เธอคนนั้นกังขาถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน เธอก็จะบอกมันด้วยตัวเอง

 

 

 

 

ว่าจะไม่เขียนต่อ ขอกลืนน้ำลายตัวเองอีกสองตอนแล้วกัน #ฮา

สครีมได้ที่ #LIAA17เจนเบน นะคะ

 

 

 

[OS] #Getwellsoon {MingyuxMinghao}

 หมิงฮ่าวรู้สึกเหมือนส่วนหนึ่งในใจหล่นวูบหายไป เมื่อเห็นร่างของเพื่อนสนิทล้มลงกับพื้นในระหว่างที่พวกเขากำลังซ้อมเพื่อคอนเสิร์ตในอาทิตย์หน้า

แม้เขาจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่อาการเดินกะเผลกๆที่ดูยังไงก็ไม่สามารถปกติได้เพียงแค่การนั่งพัก พี่ใหญ่อย่างซึงชอลก็ยื่นคำขาดว่า หากไม่ยอมไปให้แพทย์ดูอาการ เขาจะตีหัวอีกฝ่ายแล้วพาไปเอง ซึ่งนั่นก็ทำให้คิมมินกยูต้องออกไปโรงพยาบาลแต่โดยดี

ซึ่งผลที่ออกมาก็น่าตกใจไม่น้อย…อาการอ่อนเพลียและกล้ามเนื้ออักเสบที่ไม่ได้เป็นกะทันหัน และคำสารภาพเสียงอ่อยของมินกยูที่บอกว่าเจ็บตั้งแต่คอนเสิร์ตรอบสุดท้ายที่โซลแล้ว แต่ก็ฝืนแสดงต่อจนจบได้ ทำให้ซึงชอลที่ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรทันที แต่ความเงียบของลีดเดอร์แห่งเซเว่นทีนนั้นก็ทำให้บรรยากาศของห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลนั้นดูน่ากลัวขึ้นไปอีก

 

“ผมนึกแล้ว ถ้าบอกไปพวกฮยองก็เป็นอย่างนี้กันอะ ผมยังทำงานต่อได้น่า”

 

ชายหนุ่มร่างสูงผิวสีแทนในชุดโรงพยาบาลเอ่ยเสียงเบา ที่มือมีสายน้ำเกลือเสียบไว้ เขาจะต้องนอนให้น้ำเกลือจนหมดถึงจะสามารถกลับหอพักได้ เมเนเจอร์ของพวกเขาแจ้งกลับไปยังครอบครัวมินกยูเรียบร้อยแล้ว และพร้อมเสมอหากพ่อแม่ของเขาจะเข้ามาเยี่ยม

 

“ยังจะพูดมากอีกเหรอ ถ้าช้ากว่านี้ก็จะบาดเจ็บเรื้อรังแล้ว”หนึ่งในกลุ่มพี่ใหญ่อย่างจองฮันเอ่ยขึ้นมาอย่างหงุดหงิดปนเป็นห่วง “อยากมีอาการเจ็บติดตัวตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบห้าเหรอ”

“เจ็บอะไรก็บอกกันสิ พักให้หายแล้วซ้อมก็ไม่เป็นไร แต่เจ็บแล้วฝืนมันไม่มีอะไรดีเลยนะ”จวิ้นฮุยพูดต่ออย่างจริงจัง

“เห็นแก่ตัวบ้างก็ได้นะฮยอง พวกเราไม่ว่าอะไรหรอก ยังไงมันก็สุขภาพของฮยองเองนั่นแหละ”น้องเล็กสุดอย่างชานก็พูดอย่างจริงจังเช่นกัน

“แล้วทำไมเจ็บไม่บอกกันบ้างหือ ทำไมถึงปล่อยให้ฉันขี่หลังตั้งนานสองนาน”ซุนยองเอ่ยอย่างเคร่งเครียด ดวงตาเรียวชี้แสดงความกังวลออกมาจนมินกยูอดยิ้มปลอบไม่ได้

“ตอนนั้นยังพอทนไหวนี่ฮยอง แต่มันเพิ่งมาเจ็บจริงๆเอาช่วงสุดท้ายนี่แหละ ไม่ใช่ความผิดฮยองหรอก”

“ซึงชอลจะไม่พูดอะไรกับน้องหน่อยเหรอ”จีซูที่เงียบมานานหันไปหาหัวหน้าวงและพี่ใหญ่ที่ยืนกอดอกนิ่ง ดวงตากลมนั่นไม่แสดงความรู้สึกอะไรจนคนพูดประโยคเมื่อครู่รู้สึกขนลุกแทนเจ้าน้องชายวิชวลอย่างบอกไม่ถูก

 

“ก็ดื้อที่จะทนจนมันเจ็บขนาดนี้ ฉันจะพูดอะไรได้”

 

พูดสั้นๆแค่นั้นก่อนจะเอ่ยต่อ “ทุกคนกลับไปที่หอก่อนเถอะ เก็บของกันจะได้ไปสนามบินแต่เช้า เดี๋ยวให้เมเนเจอร์เฝ้า…”

 

“ผมขออยู่นี่ก่อนได้ไหมครับ”

น้ำเสียงอ่อนๆจากหนึ่งคนที่เงียบมานานทำให้ทุกคนหันไปมองต้นเสียง หมิงฮ่าวยิ้มน้อยๆก่อนจะพูดต่อ “ผมเฝ้าเขาเองครับ กลัวจะซึมเป็นลูกหมาน้อยไปมากกว่านี้ เดี๋ยวให้เมเนเจอร์ฮยองอยู่ข้างนอกด้วยละกัน”

 

“เอาอย่างนั้นก็ได้นี่”จองฮันเอ่ยแล้วหันไปทางซึงชอลเป็นเชิงถาม “ว่าไงละ จะให้น้องเฝ้าไหม”

“ตามใจ เดี๋ยวฉันจะบอกเมเนเจอร์ฮยองให้ละกัน”ยิ้มน้อยๆให้คนอาสาเฝ้าไข้ ก่อนเป็นคนเดินออกจากห้องพักฟื้นไปคนแรกโดยไม่ยอมบอกลาคนป่วยแม้แต่น้อย

 

พอตัวสร้างบรรยากาศขนลุกของห้องหายไป เสียงในห้องพักก็เริ่มดังขึ้น เหล่าสมาชิกต่างบอกลามินกยูแล้วทยอยออกจากห้องไป…จนเหลือแค่คนป่วยกับคนเฝ้าคนป่วยแค่สองคน

ร่างผอมบางของหมิงฮ่าวทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงพร้อมๆกับที่เสียงคนป่วยจะดังขึ้น “ซึงชอลฮยองต้องโกรธฉันโคตรๆแน่ๆเลยตอนนี้”

“ก็สมควรที่เขาจะโกรธ ทุกวันนี้เขาย้ำนักย้ำหนา เจ็บป่วยอะไรให้บอกกัน”หมิงฮ่าวเอ่ยเรียบๆ ดวงตาเรียวสวยฉายแววบึ้งตึงทันควันแบบที่คนความรู้สึกช้าอย่างมินกยูก็ยังรู้สึกได้ เขาจึงถามออกมาว่า

“นี่นายก็โกรธฉันเหรอ”

“ฉันโมโหคนอวดเก่ง”สวนกลับไปด้วยใบหน้าดุจเดิม “เขาไม่รู้หรอกว่าฉันใจหายมากแค่ไหนตอนที่เขาต้องกุมเอวเดินตั้งแต่คอนเสิร์ตวันสุดท้าย แล้วไม่ยอมบอกใครว่าตัวเองเป็นอะไร ยังมาฝืนซ้อมท่าหนักๆกับทุกคนในวงจนตัวเองล้ม น่าโมโหมากที่สุดเลย”

 

เกิดความเงียบขึ้นชั่วคราว ก่อนมินกยูจะคลี่ยิ้มออกมาแล้วเอ่ย

 

“นายสังเกตฉันมาตลอดเลยสินะ”

“ถ้าไม่รักไม่ห่วงก็ไม่อยากจะแลนักหรอก”

 

 

เอ่ยเสียงแผ่วเบาแล้วหันออกไปมองข้างนอกห้อง จนไม่ได้สังเกตว่ามีฝ่ามือข้างหนึ่งกุมข้อมือเล็กไว้เบาๆแต่มั่นคงพอที่จะไม่ให้อีกฝ่ายสะบัดข้อมือทิ้งได้

 

หมิงฮ่าวหันมามอง พบกับรอยยิ้มนุ่มนวลของวิชวลหนุ่มที่มาพร้อมกับประโยคสั้นๆ

 

“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง อยู่กับฉันก่อนนะ เสี่ยวปาคนดีของมินกยู”

เพียงประโยคนั้นก็ละลายความโมโหที่สะสมมาตลอดสองวันของหมิงฮ่าวให้เบาบางลงอย่างง่ายดาย

 

 

Teddy Talk : ดูเป็นคนเลวมากๆที่เอาเรื่องเจ็บป่วยของน้องมาพูด ให้อภัยเราด้วยนะคะ *กุมผ้าเช็ดหน้าแน่น*

OS สั้นกุดนี้มาจากที่เราบนไว้เมื่อครั้งเจ้าเซบงได้เฟิร์สวินแล้ว แต่เพราะทำงานวุ่นวายมากๆเลยยังไม่ได้แก้บนสักที ความจริงก็แต่ง Short fiction ไว้แล้ว แต่เขียนได้ช้ามากพอๆกับความเร็วสลอธ แต่พอเมื่อวานมีข่าวมินกยูป่วยออกมา…เรื่องนี้ก็ดันผุดขึ้นมาในหัว ผิดบาปมากจริงๆแต่ก็เขียนจบในเวลาวันเดียว ฮืออออ ให้อภัยเราด้วยนะคะสังคม

ถ้าใครบังเอิญผ่านมาเจอฟิกเรื่องนี้ ชอบไม่ชอบยังไงเขียนมาชมมาด่ามาปารองเท้าใส่เราได้ที่แอคเราหรือว่า #getwellsoongyuhao นะคะ รออ่านฟีดแบคทุกทางเลยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ